เบราเซอร์ของคุณเก่าเกินไปแล้ว คลิกที่นี่เพื่ออัพเกรด ก่อนเข้าชมเว็บไซต์

Screenshot

Your browser is outdated Click Here to Upgrade before using our website

ความต่างของกล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรด (Infrared) แต่ละประเภท

เขียนโดย: purich.v | 28 มกราคม 2020

CCTVCheck24 เราเชื่อว่าการที่คุณหาซื้อกล้องวงจรปิดคุณภาพสูงสักตัวมาติดตั้ง นอกจากจะต้องเลือกที่ความปลอดภัยแล้ว ยังต้องดูที่ความคมชัดและความไวของเฟรมกล้องที่สามารถจับทุกความเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอีกด้วย

ถึงแม้ว่ากล้อง CCTV จะมีคุณภาพดีมากสักแค่ไหน แต่การใช้งานกล้องวงจรปิดกลางคืน โดยเฉพาะช่วงเวลา 20.30 – 05.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่กล้องไม่สามารถจับภาพที่มีความคมชัดได้ คุณยังจะรู้สึกปลอดภัยอยู่หรือเปล่า

โดยปกติแล้ว การทำงานของกล้องวงจรปิด CCTV กล้องจะมีเซนเซอร์ (Sensor) ตรวจสอบสภาพแสงว่าในขณะนั้นๆ มีแสงน้อยกว่าที่กล้องกำหนดไว้หรือไม่ โดยในสภาพที่แสงมาก กล้องจะแสดงภาพออกมาเป็นภาพสี แต่หากอยู่ในสภาพที่แสงน้อยกว่าที่กำหนด ภาพที่แสดงจะออกมาเป็นสีขาวดำ มีความคมชัดน้อยกว่าภาพสี และยังมีจุดรบกวนในภาพหรือ Noise แทรกค่อนข้างมาก เนื่องจากกล้องวงจรปิดจะพยายามเก็บรายละเอียดให้มากขึ้น แต่ยังคงต้องรักษา Shutter Speed เอาไว้ จึงจำเป็นจะต้องเพิ่มความไวแสงของ CCD/ CMOS ขึ้น (ที่เราเรียกว่า ISO) ซึ่งการเพิ่มค่าความไวแสงนี้เองทำให้ Noise เพิ่มขึ้น นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไม การติดตั้งกล้องในสภาพที่มืดสนิทจึงทำให้ภาพที่ได้มี Noise มากจนขาดความคมชัด

รังสี IR และกล้องอินฟราเรดคืออะไร

รังสีอินฟราเรด (Infrared, IR) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่างคลื่นวิทยุและแสงขาว (Visible Light) โดยมีความถี่อยู่ในช่วง 1011 – 1014 เฮิร์ตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ในช่วงเดียวกับไมโครเวฟ มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่างแสงสีแดงกับคลื่นวิทยุ สสารทุกชนิดที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง -200 ถึง 4,000 องศาเซลเซียส จะปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมา โดยรังสีนี้อยู่ในช่วงความถี่ที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็น จึงไม่รบกวนมนุษย์หรือปล่อยลำแสงจนเป็นที่สะดุดตาของขโมย แต่กล้องอินฟราเรดนั้นสามารถจับภาพที่มีความถี่ของคลื่นดังกล่าวได้ จึงทำให้ภาพมี Noise ลดลง ผลลัพธ์จากกล้องอินฟราเรดคือภาพที่ได้มีความชัดเจนมากขึ้น

ในระบบอินฟราเรด กล้องวงจรปิดมีกี่แบบ?

กล้องวงจรปิดแบบอินฟราเรดมีราคาที่แตกต่างกันไป อันเนื่องมาจากการพัฒนาคุณสมบัติด้านระบบของอุปกรณ์ ในปัจจุบันมีกล้อง Infrared ให้เลือก 2 ระบบ โดยกล้องวงจรปิดอินฟราเรดระบบเดิมที่ใช้งานกันเมื่อหลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นแบบ LED จะมีลักษณะเป็นไฟดวงเล็กๆ หลายๆ หลอด ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการใช้งานกล้อง Infrared ระบบนี้ คือ

1. กล้องร้อน จึงทำให้ตัวกล้องเสียเร็วขึ้น (ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า Catalyze)

2. ภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิด Infrared ระบบนี้ ส่วนที่เป็นสีดำจะไม่ดำสนิท ภาพที่ได้จึงฟุ้ง Contrast ไม่ดี ภาพไม่สวยคมชัด

3. กล้องอินฟราเรดแบบ LED จะส่งคลื่นออกมาเป็นค่าที่ตายตัว เวลาวัตถุหรือหน้าคนเข้ามาใกล้ๆ กล้อง ภาพที่ได้จะ ขาวจนฟุ้ง และมองไม่เห็นรายละเอียดของภาพ

แต่ในปัจจุบัน มีกล้องอินฟราเรดระบบใหม่ถูกพัฒนาขึ้นมา เรียกว่า  Smart IR หรือ Array ซึ่งเป็นกล้องอินฟราเรดที่มีราคาแตกต่างกับแบบแรก และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ

1. Contrast ดีมาก ภาพคมชัด

2. สามารถปรับเพิ่มลดแสงได้ ทำให้ภาพที่ได้ไม่ Over หรือ Under จึงดูฟุ้งกระจายหรือมืดจนเกินไป

3. ภาพที่ได้ไม่สว่างเป็นวงเมื่อใช้งานในเวลากลางคืน

4. เนื่องจากใช้หลอดเดี่ยว ทำให้สามารถออกแบบให้กล้องมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมได้

5. ลำแสงไปได้ไกลกว่าเดิม บางรุ่นมี IR Array แค่สองหลอด สามารถส่องไปได้ไกลถึง 40 เมตร รุ่น Speed Dome มี Array ส่องได้ไกลถึง 70 เมตร

สรุปเลย ใครที่กำลังสงสัยว่าจะติดกล้องวงจรปิดแบบไหนดี กล้อง CCTV ระบบ Infrared นั้นดีกว่าทุกประการ แต่การเลือกซื้อกล้องวงจรปิดระบบนี้มีราคาสูง อาจจะต้องจ่ายเพิ่มสักเล็กน้อย เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดและมีประสิทธิภาพ เวลาเอาไปเป็นหลักฐานจะได้ใช้งานได้ดี เห็นภาพได้อย่างชัดเจน

บทความอื่น ๆ